You are not Logged in! Log in or register.

การเตรียมตัวศึกษา่ต่อในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี

 

 

 

การวางแผนเรียนต่อปริญญาโทนั้น ควรจะเริ่มทำตั้งแต่ลูกเริ่มเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ ไม่ใช่ตัดสินใจจะไปเรียนต่อปุ๊บปั๊บ ตามคำชวน
ของเพื่อนฝูงหรือญาติๆ ถ้าเตรียมตัวไม่พร้อมอย่าไปดีกว่า
เสียเวลาและเสียเงินด้วย นอกเสียว่าเราต้องการไปชุบตัว สำหรับผมนั้น
หลังจากที่ลูกสอบเข้าเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยได้แล้ว
โดยปีแรกได้เรียนในคณะวิศวกรรมรวม และปีต่อมาถึงเลือกเรียนด้าน
วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ตามความถนัดของลูก ระหว่างเรียนนั้น
เราต้องช่วยสังเกตว่าลูกมีความชอบวิชาทางด้านไหนมาก อย่างเช่น
วิชาทาง ด้าน hardware, software , networking, information security หรือ
robotics ฯลฯ เมื่อสามารถตัดสินใจได้ว่าเขาสนใจ
และมีความถนัดที่จะเรียนต่อทางด้านใด หลังจากนั้นก็จะเริ่มวางแผนต่อไป
โดยให้ลูกเลือกเรียนวิชาเลือกที่เกี่ยวกับโปรแกรมที่สนใจ
ที่จะศึกษาต่อ ตลอดจนทำ term project ในปีสุดท้าย
ต้องเลือกหัวข้อที่จะทำให้ตรงกับโปรแกรมที่จะศึกษาต่อ เพราะจะมีส่วนช่วยใน
การพิจารณารับสมัครเข้าเรียนมีน้ำหนักดีขึ้น

ระหว่างที่เรียน ควรที่จะเรียนพิเศษภาษาอังกฤษเพิ่มเติมทั้งด้านไวยากรณ์
การเขียน การพูด เพื่อเพิ่มทักษะทางด้านภาษาของเรา
ให้ดียิ่งๆขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากเวลาเราไปเรียนต่อ
และยังจะช่วยให้เราสามารถทำคะแนนในการสอบ TOEFL และ GRE
ให้ได้คะแนนดีขึ้นด้วย ส่วนเรื่องการทำเกรดเฉลี่ยรวม หรือที่เรียกว่า GPA
นั้น ต้องพยายามทำเกรดให้ได้ไม่ต่ำกว่า 3 จุดขึ้นไป
โดยเฉพาะวิชาหลักในปีที่สามและปีที่สี่ ต้องทำเกรดให้ดีๆ
เพราะบางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาเกรดช่วง 2 ปีสุดท้ายก็มี ลูกผมในปี
แรกและปีสองก็ทำเกรดไม่ดีหลายวิชา แต่จะมาทำดีในช่วงปี สามและปีสี่
โดยสามารถทำเกรดรวมได้ถึง 3 จุดต้นๆ ในระหว่างที่เรียน
อยู่นี้ต้องพยายามสนิทกับอาจารย์ที่สอนวิชาหลักเรา
โดยเฉพาะอาจารย์ที่เราทำ term project
หรืออาจารย์ที่เราร่วมทำกิจกรรมที่เป็น
ประโยชน์กับสาธารณะก็ได้ (การทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม
ก็มีส่วนช่วยเพิ่มน้ำหนักในการรับเข้าเรียนด้วยเหมือนกัน) เพื่อว่าต่อมา
ตอนที่จะไปสมัครเข้าเรียนต่อ ทางมหาวิทยาลัย เขาจะขอให้เราส่ง letter of
recommendation จำนวน 3 ท่าน ซึ่งในจำนวนนี้อาจจะ
เป็นจากอาจารย์สัก 2 ท่านและอีกท่านหนึ่งจะเป็นหัวหน้างานที่เราทำงานด้วย
การที่เราสนิทกับอาจารย์และอาจารย์รู้จักเราเป็นอย่างดี
จะช่วยให้การเขียน reference เป็นผลดีกับตัวเราเอง

ช่วงการทำงานหลังจบปริญญาตรี

หลังจบการศึกษาแล้ว ควรอย่างยิ่งที่จะต้องหางานทำต่ออย่างน้อยสัก 2-3ปี
เพื่อเพิ่มประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้อื่นและเพิ่มพูน
ความรู้ให้มากยิ่งขึ้น
ที่สำคัญคือเด็กจะได้มีวุฒิภาวะที่พร้อมสำหรับจะไปเรียนต่อ
จะต้องไปอยู่คนเดียวในต่างประเทศเป็นเวลานาน
และสามารถทนต่อแรงกดดันเวลาเรียนในห้องเรียนร่วมกับนักเรียนต่างชาติคนอื่นๆได้ การเรียนในช่วง 2-3 เดือนแรกจะมีความ
กดดันมาก เด็กต้องมีความพร้อมอย่างยิ่ง

ช่วงระหว่างทำงาน เราจะใช้โอกาสนี้เตรียมตัวที่จะศึกษาต่อ ฝึกการเขียนโปรแกรมภาษาใดภาษาหนึ่งให้ชำนาญโดยเฉพาะใช้
ภาษา Java คัดเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเรียนต่อ เตรียมพร้อมสำหรับสอบ TOEFL หรือ GRE หรือ IELTS หรือ GMAT ตามความ
ต้องการของแต่ละมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ถ้ามีเวลา
ควรที่จะเรียนพิเศษเพิ่มเติมทักษะทางด้านภาษาให้มากยิ่งขึ้นอีก
หรือไม่ก็ไปเรียน
course สำหรับเตรียมสอบ TOEFL หรือ GRE หรือ อันอื่นที่มหาวิทยาลัยต้องการ
ลองสอบดูต้องให้ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าที่มหาวิทยาลัย
กำหนดไว้ ถ้าต่ำกว่าก็ต้องสอบใหม่ให้ได้สูงกว่าที่กำหนดขั้นต่ำ (การสอบจะสอบกี่ครั้งก็ได้ ผลคะแนนของ TOEFL สามารถ
นำมาใช้ได้ภายใน 2 ปี ส่วนของ GRE นำมาใช้ได้ภายใน 5 ปี)
ใช้โอกาสนี้เช่นเดียวกันที่จะไปสมัครสอบ certificate ต่างๆที่
เกี่ยวข้องกับสาขาที่จะเรียนต่อมาเพิ่มเติมไว้
อย่างเช่นลูกผมหลังจากจบแล้วก็ไปทำงานกับบริษัทฝรั่ง
ถึงสามปีครึ่งก่อนที่จะลาออก
ไปศึกษาต่อ และช่วงทำงานก็ถือโอกาสสอบ certificate ที่สำคัญๆได้ เช่น CISSP, CCNA, MCSE, MCSA,MCDST เป็นต้น ซึ่ง
certificate
เหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ได้รับการพิจารณาจากมหาวิทยาลัยและการ
สมัครงานมีน้ำหนักดีขึ้น อีกประการหนึ่ง
ที่สำคัญคือ ต้องเตรียมหาเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการศึกษา
ฝากไว้ในธนาคารล่วงหน้าเพื่อใช้เป็นหลักฐานส่งให้มหาวิทยาลัยและ
ใช้ขอทำวีซ่าเข้าประเทศ รายละเอียดเรื่องนี้จะขอพูดตอนตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

พบกับบทความที่มีสาระในหัวข้อ “การพิจารณาเลือกมหาวิทยาลัยเข้าเรียนต่อ” เร็วๆ นี้ค่ะ